|
ตำนานวิชาดวง ขุมทรัพย์ |
ย้อนกลับไปหลายร้อยปี ก่อนที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา บังเกิดขึ้นในโลก พระมหา กษัตริย์อินเดียโบราณ ได้สะสมความมั่งคั่งรุ่งเรืองทางวัฒนธรรม และเศรษฐกิจไว้อย่างมากมาย เนื่องด้้วยภูมิประเทศที่เชื่อมต่อกับทะเล และ เส้นทางการค้ามากมาย อีกทั้งภูมิประเทศยังมีป่าดงดิบชื้นขนาดใหญ๋ เอื้อต่อการป้องกันการรุกรานจากศัตรูชาวตะวันตก เช่น พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช
ในสมัยนั้น ทุกราชวงศ์ที่ตั้งเมือง ครองบััลลังค์อยู่นั้น ล้วนนับถือ เทพเจ้าเป็นที่พึ่ง เป็นศาสนาสำคัญยึดเหนี่ยวจิตใจ ซึ่งก็มีการ นับถือบูชาเทพเจ้าต่างๆ แตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ มีระเบียบ ประเพณีการบูชาสังเวยที่แตกต่างกันออกไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน มีรากฐานความรู้เดียวกันในทุกแว่นแคว้น สิ่งนั้นคือวิชาโหราศาสตร์ฮินดู (ปัจจุบันคนไทยเรียกกันว่า โหราศาสตร์ภารตะ) วิชาโหรนี้ ใช้ทำนายในหลากหลายเรื่องราวของชีวิตมนุษย์ เหมือนๆ กับวิชาโหราศาสตร์ของชาติอื่นๆ โดยทั่วไป
โหรประจำราชสำนักอินเดียในแต่ละราชวงศ์ แต่ละเมืองนั้นมีหน้าที่ทำนายทายทักในสิ่งต่างๆ รอบตัวทุกเรื่อง แต่ถ้าเป็น เรื่องธุรกิจการค้า เช่น
เรื่องราวทาง ธุรกิจการค้าเหล่านี้ โหรประจำราช สำนักจะใช้ วิชาดวงขุมทรัพย์ดาวกระจก เป็นองค์วิชาพยากรณ์ มีหน้าที่ หลักในการถวายคำพยากรณ์ให้องค์กษัตริย์ขัติยะวงศ์ และ เสนาอำมาตย์ทั้งหลาย ต่อเมื่อภาย หลัง ภาระงานของโหรหลวงในทางบ้านเมืองมีมากขึ้น จึงได้มอบหมายพราหมณ์ผู้ทรงภูมิให้เป็นผู้คำนวณคำพยากรณ์ในทางการค้า ทางธุรกิจแยกออกไปเป็นส่วนเฉพาะ
ในหลัก วิชาโหราศาสตร์ดวงขุมทรัพย์ ดาวกระจกนี้ มีหลักการพยากรณ์สำคัญจากดาวขุมทรัพย์ ดาวดวงนี้ มีตัวตนอยู่จริง เป็นดาวและกลุ่มดาวที่เป็นตัวแทนของเทพเจ้าผู้ดูแล การได้ทรัพย์ และ การรักษาทรัพย์ของทุกสิ่งในจักรวาลนี้ ดาวขุมทรัพย์ มีอยู่หลายกลุ่มดาวด้วยกัน ใช้พยากรณ์ในประโยชน์ที่ต่างกันตามสถานการณ์ การพิจารณา ดาวขุมทรัพย์นี้ พิจารณาได้จากการแหงนหน้ามองดูฟ้าตรงๆ ซึ่งในสมัยก่อน ท้องฟ้ายังไม่มีหมอกมนทิลขนาดนี้ ฟ้ายังโปร่งใส ยิ่งในคืนเดือนดับด้วยแล้ว ยิ่งพิจารณาได้อย่างสะดวกด้วยตาเปล่า ไม่ต้องพึ่งกล้องใดๆเลย อีกวิธีหนึ่ง คือ พิจารณาจากวิถีระยะของดาวขุมทรัพย์ กับ ดาวต่างๆ ทั้งหลายที่เรารู้จักกันดี
ที่มาของวิชานี้ เล่าต่อมากันว่า ในกลียุคสมัย หนึ่ง องค์พรหมเทพ มีความสงสารเมตตามนุษย์ที่กำลังประสบปัญหา อดหยากปากแห้ง เนื่องจาก โดนคำสาปให้ทำมาหากินใดไม่ประสบความสำเร็จ จึงมอบวิชาให้องค์พระแม่สุรัสวตีเทพ เทพเจ้าแห่้งปัญญาความรู้และภาษาวรรณศิลป์ทั้งหลาย ค้นหาวิธีการที่จะแนะนำผู้คนทั้งหลายออกจากความอดหยากเหล่านั้น ได้ องค์พระแม่ สุรัสวตี พิจารณาว่าตนเป็นเทพผู้เลิศด้วยการรจนา เขียนบันทึก และ อรรถาธิบาย ปัญญาและองค์ความรู้บริสุทธิ์ทั้งหลายได้ยอดเยี่ยมที่สุด ในสามภพนี้ แต่องค์ความรู้อันประเสริฐที่จะแก้ความจน อดหยากของคนทั้งหลายนั้นเล่า เรากลับไม่มีในตนเอง จะต้องหาผู้ที่มีบารมีสูงส่ง มีฤทธิ์และเป็นเอกในทางทรัพย์มหาศาลนี้ มาเป็นองค์ต้นวิชา งานนี้จึงจะสำเร็จ ครั้นเมื่อองค์พระแม่สุรัสวตีเทวีพิจารณาได้ดังนั้น จึงเดินทาง มาขอความช่วยเหลือจาก มหาเทวีผู้ร่ำรวยที่สุดในสามโลก ทั้งสวรรค์ มนุษย์ และ บาลดาลภพ นั่นคือ พระแม่ศรีลักษมีเทวี สวามีแห่้ง พระวิษณุเทพ (นารายณ์) หนึ่งในสามมหาเทพ ผู้รักษาสมดุลย์แห่งจักรวาลนี้นั่นเอง
เมื่อได้แจ้ง ตวามประสงค์ให้ทราบโดยถ้วนแล้ว องค์พระแม่ ลักษมีมหาเทพ จึงทรงรับงานนี้ที่จะช่วยไขที่มา ที่ไป และ เหตุของการเป็นเศรษฐีผู้มีทรัพย์มหาศาลอย่างตนได้ แต่มีข้อแม้ ต่อการช่วยงานครั้งนี้ว่า องค์ความรู้วิเศษที่เป็น "ขุมทรัพย์" อันสำคัญนี้ องค์พระแม่ สุรัสวตี จะต้องรจนาให้เป็นปริศนาธรรมอันลึกล้ำ เพื่อที่ผู้ ในชั่ว หลงกาม เป็นทาสแห่งโลภะตัณหาทั้งหลาย ไม่สามารถครอบครอง หรือเรียนรู้เข้าใจได้ จะมีเพียงผู้ที่มีคุณธรรมเพียงพอเท่านั้น จึงจะเรียนรู้เข้าใจ และ นำไปใช้ประโยชน์ได้ตามต้องการ
และตั้งแต่บัดนั้นมา วิชาโหราศาสตร์ดวงขุมทรัพย์ ก็บังเกิดขึ้น พร้อมๆ กับวิชาโหราศาสตร์แขนงต่างๆ เนื่องจากความสุขสบายทั้งหลายนั้น มาจากความ รวย ความมีทรัพย์ทั้งสิ้น ทั้งทรัพย์ ที่เป็นเงินทอง ใช้สอยได้ ทรัพย์ที่ เป็นบริวาร คือมีำอำนาจวาสนาในการงาน และ ทรัพย์ที่เป็นโอกาสสำคัญที่ได้มาเพื่อสร้างสิ่งต่างๆ ตามต้องการ
ฉะนั้น ต้นวิชาดวงขุมทรัพย์นี้ จึงได้แก่องค์พระแม่ลักษมีเทวี และ รหัสวิชานี้ ก็ซ่อนอยู่ในมหายันตราแห่งองค์ลักษมีทั้งหมด ทั้งมวลนั่นเอง ผู้ที่จะ เรียนวิชานี้ได้ จึงต้องมีความเชื่อศรััทธาในวิชานี้ และ สามารถงดกินเนื้อวัว (เนื้อโค) ได้ตลอดชีวิต หรือ อย่างน้อย ก็ตลอดระยะเวลาที่ตัวเองประกอบอาชีพโหรหรือ นักพยากรณ์ในวิชานี้
ความสามารถของ วิชาดวงขุมทรัพย์ ดาวกระจก
วิชาดวงขุม ทรัพย์ ดาวกระจก มีจุดประสงค์หลักในการแนะนำเส้นทางชีวิต ของผู้คนที่หลงทางทั้งหลาย ให้กลับมาสู่เส้นทางที่ถูกต้อง เมื่อทางเดินของชีวิต ถูกต้อง ถูกจังหวะ ผลลัพธ์ของมันก็จะดี วิชานี้ ไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้ใครร่ำรวยมหาศาลชั่วเวลาข้ามคืน ข้ามวัน แต่เป็นการ ชี้ชัดชะตาของแต่ละคนว่า ในกรรมที่องค์พรหมลิขิตไว้นั้น (ในทางพุทธก็คือกรรมเก่า ที่เราสะสมไว้ในอดีต และจะให้ผลกับเราแน่นอน) จะทำให้ชีวิตของเราเป็นไปในเส้นทางไหน อันใดจะเป็นจุดแข็ง และ จุดอ่อนของดวงชะตา จะได้เลือกปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง
สิ่งที่ วิชาดวงขุมทรัพย์ ดาวกระจก จะบอกคุณได้ หลักๆ คือ
& amp;nbsp;
จุดหักเห ของวิชาดวงขุมทรัพย์ ดาวกระจก
ศรัทธาในพระ พุทธศาสนา ก่อเกิด กฏของวิชา
นอกจากกฏของวิชาข้อที่ ๑ ที่บัญญัติไว้ว่าห้ามเปิดเผยชื่ออาจารย์ผู้สอนนั้น จะเป็น กฏศักดิ์สิทธิ์ของวิชานี้แล้ว ตลอดเส้นทางที่วิชาดวงขุมทรัพย์ สืบทอดกันเรื่อยมา กฏวิชาต่างๆ ก็พัฒนาเพิ่มจำนวนข้อขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งดูจะเป็นการนำเอาหลักธรรมอันประเสริฐของพระพุทธองค์มาบัญญัติไว้นั้น เอง สรุปได้ว่า กฏศักสิทธิ์ ของวิชาโหราศาสตร์ดวงขุมทรัพย์ ดาวกระจก ในยุคนี้ มีดังนี้
๑. ห้ามเปิดเผยชื่ออาจารย์ผู้สอน ผู้มอบวิชา ทั้งโคตร ทั้งวงศ์ และถิ่นที่ อยู่โดยเด็ดขาด (กฏนี้ บังคับใช้เฉพาะโหรทายาท ผู้สืบทอด ส่วนศิษย์ขั้นพื้นฐานทั่วไปสามารถบอกกล่าว ได้ว่าเรียนมาจากใคร) อ.ผู้สอน จะประกาศว่าใครเป็นทายาทของตน ให้ทราบโดยสาธารณะ
๒. ห้ามทำนาย เกิด ตาย ท้อง แท้ง แก่ผู้ใด (บังคับใช้ ทุกคน)
๓. ห้ามทำนายความรัก สวาทสัมพันธ์ ทางกาย ทางใจใด ทุกกรณี (เฉพาะทายาทผู้สืบทอดวิชาเท่านั้น ผู้เรียนพื้นฐานทั่้วไป ทำนายได้ แต่จะเปลี่ยนเป็น ห้ามทำนายใดๆ ที่ทำให้ผู็อื่นเสียใจ หลั่งน้ำตา)
๔. ห้ามทำนายอันใดที่เกี่ยวกับ อำนาจพระราชา หรือ การเมือง (แต่ก่อนงานบ้านเมือง เป็นงานในพระราชอำนาจของพระราชา ภายหลังมอบให้ประชาชนบริหารจัดการกันเอง เช่น ระบอบประชาธิปไตย)
ในวิชานี้ ไม่มีการแช่งชักหักกระดูกไว้ เหมือนวิชาโหราศาสตร์อื่นๆ แต่ท่านอาจารย์สอนไว้ว่า เมื่อใดผิดกฏ เมื่อนั้น วิชาจะเสื่อมสลายไปจากตนเอง เนื่องจากรักษาไว้ไม่ได้ กฏข้อ ๒ เป็นต้นไป ใครพลาดทำผิดพอมีทางแก้ไข แต่กฏข้อ ๑ นั้น ผิดแล้ว ไม่มีทางแก้ไขใดๆ
นอกจากนี้ บรรดาผู้ที่มีขอรับคำพยากรณ์ทั้งหลาย ยังมีกฏระบุ ไว้อีกว่า ห้ามบริการ พยากรณ์กับคน ๕ จำพวกนี้ คือ
๑. ผู้ที่หาเลี้ยงชีพด้วยการค้ามนุษย์ ค้าขายผู้ชาย ขายผู้ชาย ค้าทาส ทำการค้าบน กิจการแห่งประเวณี (อาบอบนวด)
๒. ผู้ที่หาเลี้ยงชีพด้วยการค้าอาวุธต่างๆ
๓. ผู้ที่หาเลี้ยงชีพด้วยการค้ายาพิษ ยาที่เสพแล้ว ตาย ยาเสพติด
๔. ผู้ที่หาเลี้ยงชีพด้วยการขายสุรา ยาเมา ของมึนเมาทั้งหลาย
๕. ผู้ที่หาเลี้ยงชีพด้วยการค้าขาย สัตว์เป็นๆ สัตว์มีชีวิต หรือ เอาชีวิตสัตว์ (โรงเชือดต่างๆ)
กฏทั้ง ๕ ข้อนี้ เป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ได้ทรงสอนไว้ทั้งสิ้น เชื่อว่าโหร อาจารย์ได้น้อมนำมาปรับใช้ เพื่อให้ตระกูลพยากรณ์รุ่นลูก รุ่นหลาน ไม่ได้ส่วนร่วมผลกรรมชั่วทั้งหลายด้วย
การสืบทอดวิชา การคัดเลือกศิษย์
ผู้ที่จะ เรียนวิชาโหราศาสตร์ดวงขุมทรัพย์ ดาวกระจก จะต้องมีคุณสมบัติทางกายภาพ ๙ ประการ พิจารณาโดยใช้วิชาดาวกระจก ช่วยพิจารณา
หรือ
พิจารณาจากกำลังชะตาเกิด ของบุคคลนั้นๆ ผู้ที่สามารถ เรียนได้ จะต้องได้รับอิทธิพลจาก ดาวคุณธรรมทั้ง ๓ และ มีดาวพลังจิตในชะตาเกิดที่ดีมีคุณภาพ หากเป็นผู้ที่มีจิตอ่อนคุณภาพ แต่ดาวคุณธรรมดีมีกำลัง ก็สามารถเรียนได้ เพราะพลังจิตหรือคุณภาพของจิตนั้น ฝึกได้ภายหลัง
การเรียนวิชาดวงขุมทรัพย์ นั้น แบ่งออกเป็น ๒ ระดับคือ
๑. ดวงขุมทรัพย์ขั้นพื้นฐาน ผู้ที่เรียน อยู่ในระดับนี้ อาจารย์จะเรียกว่า "นักพยากรณ์ดวงขุมทรัพย์"
๒. โหรทายาทวิชา คือ ผู้สืบทอดวิชา เป็นผู้เดียวในหมู่ศิษย์ หรือ ผู้เดียวที่ท่านอาจารย์ได้ถ่ายทอดวิชา "ดาวกระจก" ไว้ให้ อาจาีย์จะ เรียกว่า "โหรดวงขุมทรัพย์" ซึ่งก็คือตำแหน่งฐานะเดียวกันกับอาจารย์ที่หมดวาระลง หลังจากมอบวิชาแล้ว นั่นเอง
ผู้ที่ ปราถนาจะสำเร็จวิชาดวงขุมทรัพย์ขั้นพื้นฐาน ก็สามารถมาขอเรียนได้ตามปกติวิสัยของการสอน วิชาความรู้โดยทั่วไป เพียงแต่ ผู้ที่จะมาเรียนนั้น อ.ผู้สอนต้องตรวจดวงชะตา หาอิทธิพลกำลังความสามารถทางจิตก่อน หากผ่านเกณฑ์ก็จะรับไว้เป็นศิษย์ หากไม่ผ่าน เกณฑ์ ก็จะดูว่าพัฒนาได้หรือไม่ ถ้าพัฒนาได้ ก็จะรับไว้ ถ้าพิจารณา ว่าพัฒนาไม่ได้ ก็จะไม่รับไว้เลย ผู้ที่เรียน ขึ้นพื้นฐานจบแล้ว อยากจะประกอบอาชีพด้านการพยากรณ์ดวงชะตา สามารถกระทำ ได้ และ ไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องเชิดชู สร้างความมีชื่ีอเสียงของวิชา หรือ สร้างชื่อเสียงให้อาจารย์ผู้สอนแต่อย่างใด แต่เป็นดำรงตนเป็นคนมีศีล เป็นคนดีก็พอ นอกจากนั้น หากผู้เรียน ได้มีโอกาสเรียนวิชาต่างๆ จากหลายสำนัก สามารถใช้ชื่อวิชาอื่นๆ ในการประชาสัมพันพ์ทาธุรกิจของตนก็ได้ หรือจะอ้างอิงถึงวิชาดวงขุมทรัพย์ขั้นพื้น ฐานที่เรียนมาก็ได้ แต่จะอ้างว่าวิชาดวงขุมทรัพย์เป็นวิชาอื่นไม่ได้ ผิดศีลมุสา ชีวิตจะไม่ เจริญ วันใดที่ผู้ สำเร็จวิชาดวงขุมทรัพย์ขั้นพื้นฐาน ต้องการสอนผู้อื่นให้รู้ตามตน ก็สามารถทำ ได้และผู้ที่จะมาเป็นศิษย์รุ่นต่อๆ ไป ก็จะต้องปฏิบัติตามกฏของวิชาเช่นเดียวกับตน และ บูรพาจารย์ทั้งหลาย และต้องแจ้ง ศิษย์ใหม่ให้ทราบว่า สูงสุดของวิชานี้คือ "วิชาดาวกระจก" เรียนรู้มาจากใคร ชื่ออะไร โคตร วงศ์ และถิ่นที่อยู่ที่ใด (ศิษย์ขั้นพื้นฐานสามารถบอกได้ว่า เรียนมาจากผู้ใด)
ในบรรดา ผู้ที่สำเร็จวิชาดวงขุมทรัพย์ขั้นพื้นฐานทั้งหมด นั้น ใครที่ประสงค์จะเป็นทายาทโหร สืบทอดวิชาดาวกระจกต่อจากอาจารย์ สามารถทำได้ ๒ วิธีดังนี้
๑. ตอบปริศนาธรรม ๙ ข้อดังนี้ "ชั่ว ๓ ที ดี ๓ หน มหากุศล ๓ อย่าง คืออะไร อุ่นร้อน หนาวเย็น เพียงใด จงอธิบาย" คำตอบของคำ ถามนี้ ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เหมือนกันหมดตลอดเวลาหลายพันปีนี้ ผู้ที่ตอบได้ ล้วนเคยผ่าน ๙ สิ่งนี้มากับตัวเองทั้งสิ้น ไม่ใช่ตอบได้เพราะอ่านมาก มีความรู้จาก การศึกษามาก แต่เป็น ประสบการณ์ตรง ที่เจอมาด้วยตัวเองจริงๆ สัมผัสมาแล้วจริงๆ เมื่อ อาจารย์ซักไซ้ในคำตอบ จนมั่นใจได้ว่าผู้ตอบมีความเข้าใจอันถูกต้อง ละเอียดอ่อนดีแล้ว ก็จะมอบวิชาดาวกระจกให้ และ ยุติการเป็นโหรดวงขุมทรัพย์ลงทันทีในเวลานั้นเอง
๒. หากโหรดวงขุมทรัพย์ผู้เป็นอาจารย์ ถึงแก่กรรม เสียชีวิตก่อนที่จะได้มอบวิชาให้ใคร ให้ศิษย์ผู้มีอาวุโสสูงสุดในบรรดาศิษย์ทั้ง หมด กระทำพิธีบวชปราณ บวชจิต (คือการบวชแบบชีพราหมณ์ปัจจุุบัน ถือศีล ๘) กระทำพิธีบูชา องค์ลักษมีมหายันต์ และ องค์สุรัสวตีมหายันต์ เป็นเวลา ๔๙ ราตรี หากวันใดกระทำศีลไม่ครบ ขาดช่วงให้เริ่มต้นใหม่ทั้งหมด เมื่อครบ ๔๙ ราตรีนั้นแล้ว ให้ปฏิบัติสมาธิบ่มปราณของตนอีก ๔๙ ราตรี (ถือศีล ๘) ต่อจากนั้น องค์วิชาความรู้ทั้งมวล จะเดินทางมาสู่ดวงจิตของผู้นั้นเอง
(หมาย เหตุ:: นี้เป็นการวิงวอนเทพเจ้า ตามคติของพราหมณ์ฮินดู ซึ่งเป็น พิธีที่จะต้องกระทำด้วยศรัทธามาก และต้องมีความเข้าใจในพิธีกรรมอย่างถูกต้อง ผลลัพธ์เป็น เรื่องนามธรรมเพราะเป็นเรื่องของใจ ตัววิชาจะเกิดขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับระดับคุณธรรมและวาสนาบารมีของคนผู้นั้น)